รู้จักระบบเครดิตบาลานซ์ (Credit Balance)
1.  Credit Balance หรือเรียกสั้น ๆ ว่า CB คือการกู้ยืมเงินเพื่อซื้อหลักทรัพย์ในบัญชีมาร์จิ้น โดยต้องวางเงินหรือหลักทรัพย์ตามที่กำหนดเป็น
ประกันการชำระหนี้ก่อนการซื้อในครั้งแรก
2.  การซื้อหลักทรัพย์ใน CB จะมีความสะดวกในเรื่องการชำระค่าซื้อหลักทรัพย์ โดยถ้าหากลูกค้าซื้อในบัญชี CB บริษัทที่ให้กู้ยืมเงิน  ก็จะทำ
หน้าที่ในการชำระค่าซื้อซึ่งตัดจากบัญชี CB ที่ลูกค้ามีอยู่ ซึ่งเป็นเงินของนักลงทุนเองก่อน และ บริษัทที่ให้กู้ยืมเงินจะให้กู้ยืมในส่วนที่ขาด
3.  TSFC ให้ซื้อขาย/ฝาก หลักทรัพย์ที่ TSFC อนุญาตเท่านั้น
4.  หากเงินที่ลูกค้านำมาวางเป็นประกัน มีจำนวนสูงกว่าค่าซื้อหลักทรัพย์ภาระการกู้ยืม ก็จะยังไม่เกิดขึ้นอีกทั้งลูกค้ายังจะได้รับดอกเบี้ยจากส่วน
ที่ยังคงเหลือในบัญชี CB ด้วย
5.  บริษัทจะทำการปรับปรุงมูลค่าหลักประกัน (หลักทรัพย์ในบัญชี) ทุกวันโดยใช้ราคาปิดในการคำนวณ
6.  หากมูลค่าหลักประกันต่ำกว่ามูลค่าหลักประกันที่ต้องดำรงไว้  (Maintenance Margin Requirement)  นักลงทุนจะต้องนำเงินสด หรือ
หลักทรัพย์มาวางเป็นประกันเพิ่ม  (Call top-up)  ภายใน 5 วันทำการ   และหากมูลค่าหลักประกันลดต่ำลงกว่ามูลค่าหลักประกันขั้นต่ำ
(Minimum Margin Requirement) นักลงทุนจะถูกบังคับขาย (Force Sell) ในวันถัดไป
การคำนวณดอกเบี้ยในระบบ เครดิตบาลานซ์
        การคำนวณดอกเบี้ย TSFC จะคิดจากยอดคงเหลือในบัญชีแต่ละสิ้นวันตามอัตราดอกเบี้ยที่ TSFC กำหนด ทั้งนี้การรับ หรือชำระดอกเบี้ยจะใช้
วิธีปรับปรุงจากบัญชี CB ของลูกค้าในตอนสิ้นเดือน พร้อมทั้งส่ง Statement ให้ลูกค้าทราบทุกเดือน
        1. หากยอดคงเหลือในบัญชีเป็นเงินสด ลูกค้าจะได้รับดอกเบี้ยรับ
        2. หากยอดคงเหลือในบัญชีเป็นยอดกู้ยืมเพื่อซื้อหุ้น (Margin) ลูกค้าจะต้องเสียดอกเบี้ยจ่าย
หลักทรัพย์ที่อนุญาตให้ซื้อในบัญชีเครดิตบาลานซ์
        เนื่องจากหลักทรัพย์ที่ซื้อขายกันในตลาดหลักทรัพย์แต่ละตัวมีปัจจัยพื้นฐาน และความเสี่ยงทางด้านสภาพคล่องแตกต่างกัน ดังนั้น TSFC จะมี
การกำหนดหลักทรัพย์ที่อนุญาตให้ซื้อขายในบัญชี CB (ปัจจุบันมีหลักทรัพย์ประมาณ 300 หลักทรัพย์) รวมถึงกำหนดเกรดของหลักทรัพย์ และอัตรา
มาร์จิ้นเริ่มต้นที่เหมาะสมสำหรับแต่ละหลักทรัพย์ (Multiple Margin Rate) โดย TSFC จะมีการประกาศให้เดือนละหนึ่งครั้ง
        รายชื่อหลักทรัพย์จดทะเบียนที่อนุญาตให้ลูกค้าซื้อและ/หรือนำมาเป็นหลักประกันเพิ่ม หลักทรัพย์ที่ไม่อนุญาตให้ลูกค้าซื้อในบัญชีมาร์จิ้น
อัตรามาร์จิ้นเริ่มต้น อัตรามูลค่าหลักประกันที่ต้องดำรงไว้ และอัตรามูลค่าหลักประกันขั้นต่ำ (Marginable List)

        นอกจากนี้ TSFC ยังพิจารณาถึงการให้กู้ยืมเงินเพื่อการจองซื้อหุ้นเพิ่มทุนของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หรือหุ้น PO ให้กู้ยืมเงิน
เพื่อการจองซื้อหลักทรัพย์ที่จะเข้าจดทะเบียนเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนเป็นครั้งแรก   หรือที่เรียกว่า หุ้น IPO   และให้กู้ยืมเพื่อใช้สิทธิแปลงสภาพ
Warrant ด้วย
ประโยชน์ที่ได้รับจากการใช้ระบบเครดิตบาลานซ์
1.  เป็นการเพิ่มกำลังซื้อให้กับนักลงทุน ที่ต้องการลงทุนในหลักทรัพย์ที่สูงกว่าเงินลงทุนที่ตนมีอยู่
2.  มีความคล่องตัวในการกู้ยืมสูงกว่าเงินกู้ยืมทั่วไป
3.  ลดภาระการติดต่อกับธนาคาร กรณีต้องชำระราคา และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการออกเช็คสั่งจ่าย อีกทั้งเป็นการป้องกันความเสี่ยงในเรื่องของการ
ผิดนัดชำระค่าซื้อหลักทรัพย์
4.  ระบบเครดิตบาลานซ์ในปัจจุบัน สามารถฝาก/ถอนเงินที่เป็นหลักประกันได้สะดวกกว่าการฝาก/ถอนตั๋ว P/N รวมทั้งไม่ต้องมีภาระที่ต้องสลัก
หลังตั๋วเพื่อจำนำ เมื่อเทียบกับระบบมาร์จิ้นเดิม
5.  ระบบมาร์จิ้นเดิมจะคิดดอกเบี้ยเงินกู้ตั้งแต่เงินบาทแรกที่ซื้อหุ้น    โดยไม่ได้นำยอดเงินซื้อหุ้นนั้นไปหักออกจากเงินวางเป็นประกันก่อน   แต่
ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมในระบบเครดิตบาลานซ์จะเกิดเมื่อใช้เงินวางเป็นประกันหมดก่อน และเมื่อเริ่มใช้เงินกู้ยืมจึงจะเริ่มคิดดอกเบี้ย
6.  ระบบเครดิตบาลานซ์ เป็นการสะท้อนภาพรวมของ  Port การลงทุนด้วยราคาตลาด  นักลงทุนจะทราบสถานะของตนทั้งมูลค่าทรัพย์สินที่มีอยู่
อันประกอบไปด้วย  เงินสด  และหลักทรัพย์ที่ซื้อหรือวางเป็นประกัน  และทราบมูลค่าหนี้สินของตนซึ่งก็คือเงินที่กู้ยืมไปซื้อหลักทรัพย์นั่นเอง
ตลอดจนทราบส่วนทุนของตนที่เกิดจาก ทรัพย์สิน ลบ หนี้สิน   ซึ่งจะทำให้นักลงทุนสามารถประเมินการลงทุนของตนได้อย่างถูกต้อง  และ
เหมาะสมกว่าระบบมาร์จิ้นเดิมที่มองกำไรขาดทุนของหุ้นเป็นรายตัว
        ดังที่จะเห็นได้ว่าการลงทุนในหลักทรัพย์ด้วยระบบเครดิตบาลานซ์ จะสามารถสร้างผลตอบแทนให้กับนักลงทุนได้อย่างน่าพึงพอใจ แต่อย่างไร
ก็ตามในการตัดสินใจ นักลงทุนก็ควรคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนมาประกอบการพิจารณาด้วย
นักลงทุนสามารถเปิดบัญชี Credit Balance ได้อย่างไร
        1. นักลงทุนจะต้องเป็นบุคคล/นิติบุคคล สัญชาติไทย อายุ 20 ปีขึ้นไป
        2. ยื่นใบคำขอเปิดบัญชีพร้อมเอกสารประกอบผ่าน Broker ที่เข้าร่วมโครงการ
        3. มีความรู้ความเข้าใจในระบบ Credit Balance
ใบคำขอเปิดบัญชี Credit Balance
        1. ชุดคำขอเปิดบัญชีเครดิตบาลานซ์ (บุคคลธรรมดา)
            1.1  คำแนะนำในการกรอกแบบคำขอเปิดบัญชี
            1.2  ใบแนบใบคำขอเปิดบัญชี
            1.3  ใบคำขอเปิดบัญชี
            1.4  ข้อชี้แจงการลงทุน
            1.5  บัตรตัวอย่างลายมือชื่อ
            1.6  หนังสือยินยอมจากคู่สมรส
            เอกสารที่นักลงทุนต้องแสดงประกอบใบคำขอเปิดบัญชี Credit Balance (กรณีบุคคลธรรมดา)
                1. สำเนาบัตรประชาชน/บัตรข้าราขการ
                2. สำเนาทะเบียนบ้าน
                3. สำเนาสมุดบัญชีธนาคาร หรือรายการบัญชีธนาคารย้อนหลัง 6 เดือน
                4. สำเนาการเปลี่ยนชื่อตัว/สกุล (ถ้ามี)
                5. สำเนาบัตรประชาชนคู่สมรส (กรณีสมรสแล้ว)
                6. บัตรตัวอย่างลายมือชื่อของนักลงทุน

        2. ชุดคำขอเปิดบัญชีเครดิตบาลานซ์ (นิติบุคคล)
            2.1  คำแนะนำในการกรอกแบบคำขอเปิดบัญชี
            2.2  ใบแนบใบคำขอเปิดบัญชี
            2.3  ใบคำขอเปิดบัญชี
            2.4  ข้อชี้แจงการลงทุน
            2.5  บัตรตัวอย่างลายมือชื่อ
            เอกสารที่นักลงทุนต้องแสดงประกอบใบคำขอเปิดบัญชี Credit Balance (กรณีบุคคลธรรมดา)
                1. สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัท และสำเนาหนังสือบริคณห์สนธิ และข้อบังคับ
                2. สำเนาบัตรประชาชนของผู้มีอำนาจและผู้รับมอบอำนาจกระทำการแทนบริษัท
                3. หนังสือมอบอำนาจ (กรณีมีการมอบอำนาจ) พร้อมติดอากรแสตมป์
                4. บัตรตัวอย่างลายมือชื่อผู้มีอำนาจ และผู้รับมอบอำนาจ
                5. งบการเงินฉบับผ่านการตรวจสอบจากผู้สอบบัญชีล่าสุดย้อนหลัง 3 ปี
                6. มติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท
แบบฟอร์มต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
        1.  ใบคำขอถอนเงิน
        2.  ใบคำขอถอนหลักทรัพย์
        3.  ใบแจ้งการส่งมอบและจำนำ
        4.  ใบคำขอการเปลี่ยนนายหน้าตามโครงการกู้ยืมเงินเพื่อการซื้อหลักทรัพย์
        5. แบบคำขอทบทวนวงเงิน
            5.1  บุคคลธรรมดา
            5.2  นิติบุคคล

        6.  แบบคำขอเลิกสัญญา
        7. สัญญากู้ยืมเงินเพื่อซื้อขายหลักทรัพย์
            7.1  สัญญากู้ยืมเงินเพื่อซื้อขายหลักทรัพย์
            7.2  สัญญาจำนำ
            7.3  หนังสือมอบอำนาจ

       8.  แบบคำขอแก้ไขข้อมูลผู้ขอใช้วงเงิน
       9.  แบบคำขอหนังสือยืนยันยอดคงเหลือ
       10. แบบฟอร์มการ Refinancing Credit Balance
            10.1  สำหรับบริษัทหลักทรัพย์
            10.2  สำหรับนักลงทุน  +   รายละเอียดแนบท้ายสัญญาแปลงหนี้